เป็นความโชคดีของตัวเองที่มีโอกาสได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนต่างชาติพันธุ์ แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาอันสั้น แต่นั้นก็ถือว่าคุ้มค่าทุกนาที เหมือนได้เปิดดูสารคดีคุณภาพจากช่องเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค

เที่ยวแม่ฮ่องสอน เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋

เที่ยวแม่ฮ่องสอน เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋

เหตุเกิดจากการได้มาพัก และใช้ชีวิตแบบโฮมสเตย์ บ้านป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เป็นเวลา 1 วัน 1 คืน ด้วยกัน หมู่บ้านแห่งนี้ เป็นหมู่บ้านของชาวลัวะ หรือชาวละว้า แถมมีธนาคารข้าวแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งก็แน่นอนเหลือเกินว่ามีความสนใจกวักมือเรียกอยู่

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋


ชาวลัวะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ตามเชิงเขา ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มชาวไทยภูเขา ลัวะมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น ชาวม่านเรียกชนเผ่าถิ่นว่า ลัวะ ซึ่งเป็นคนละเผ่าพันธุ์กับลัวะในจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน นักมานุษยวิทยาได้จัดให้ชนเผ่าลัวะ อยู่ในกลุ่มภาษาออสโตรเอเซียติก สาขาย่อยมอญ – เขมร ซึ่งอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาเดียวกับชาวิ่นชาวชมุ และมระบรี (ผีตองเหลือง) แต่ชาวลัวะเรียกตนเองว่า ละว้าหรือว้า 

ทั้งนี้ ประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว ก่อนที่พวกมอญจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เขตลุ่มน้ำปิง บรรพบุรุษของละว้า ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว เพียงแต่ถิ่นฐานกำเนิดที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นที่เชื่อกันว่าอพยพมาจากทางตอนใต้ของไทย มลายา หรือเขมร เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว บางคนเชื่อว่าพวกลัวะเป็นเชื้อสายเดียวกับพวกว้าที่อยู่ทางภาคเหนือของเมียนมาร์ และตอนใต้ของมณฑลยูนนานในประเทศจีน เพราะมีความคล้ายคลึงกันทางด้าน ภาษา ลักษณะรูปร่างและการแต่งกาย

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋


ลัวะได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณ 900 ปีมาแล้ว พวกมอญจากลพบุรีซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองลำพูน และลำปาง ได้รุกรานลัวะ จนต้องหนีไปอยู่บนภูเขากลายเป็นชาวเขาไป ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 ชนชาติไทยได้อพยพเข้าสู่อินแดนแถบนี้ และตีพวกมอญแตกพ่ายไปและมีสัมพันธไมตรีกับพวกลัวะ ลัวะเชื่อว่า บรรพบุรุษของเขาเคยอาศัยอยู่ในเชียงใหม่ และเป็นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวงก่อนที่ไทยจะเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ ลัวะมีกษัตริย์ของตนเอง และองค์สุดท้ายคือขุนหลวง วิลังก๊ะ ซึ่งถูกพระนางจามเทวี กษัตริย์มอญแห่งนครหริภุญชัย ( ลำพูน) ตีแตกพ่ายไปอยู่บนป่าเขา มีลัวะบางส่วนที่อาศัยอยู่พื้นราบ แต่กลุ่มนี้รับวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ จากคนไทยจนสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไปเกือบหมดแล้ว

คนลัวะผิวคล้ำกว่าคนไทยทั่วไป ผู้ชายสูงประมาณ 160 เซนติเมตร ผู้หญิงสูงประมาณ 150 เซนติเมตร ใบหน้ากว้าง แบนริมฝีปากหนา เส้นผมสีดำสลวยเป็นคลื่นแนบหนังศีรษะ ชอบเจาะหูเพื่อใส่ลานหู ผู้ชายตัดผมสั้น ผู้หญิงไว้ผมยาวเกล้ารวบเป็น มวยไว้ที่ท้ายทอย ส่วนเด็กๆ โกนศีรษะหมด

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋

การแต่งกาย ใช้ผ้าที่ทอเองแทบทั้งสิ้น ผู้ชายสวมเสื้อผ่าอก แขนเสื้อกุยเฮง กางเกงหลวมๆ แบบกางเกงจีน ผู้หญิงนุ่งซิ่นสั้นแค่เข่ากับเสื้อแขนยาวหลวมๆ คล้ายพวกกะเหรี่ยง มีผ้าพันแข้ง สำหรับเครื่องประดับ ผู้หญิง สวมคอและแขนทำด้วยโลหะเงินและลูกปัดสี ชาวลัวะนิยมสูบกล้องยาสูบที่ทำจากดินเผาหรือไม้ไผ่ อาหาร อาหารหลักคือ ข้าวเบือ คือ ข้าวต้มใส่ถั่วเน่าเมอะ (ถั่วเหลืองหมัก) กับสิ่งอื่นๆ เท่าที่จะหาได้ คนลัวะกินอยู่ง่ายๆ อาหารทุกอย่างจะใส่ถั่วเน่าเมอะเสมอคงใช้แทนกะปิ ซึ่งเป็นของหายาก

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋

ลัวะมีระบบการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยฝ่ายหญิงจะเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายชายและนับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายชาย บุตรที่เกิดมาอยู่ในสายเครือญาติของฝ่ายพ่อในครัวเรือนหนึ่งๆ โดยทั่วไปประกอบด้วยสามี ภรรยา บุตร บุตรชายคนโตต้องไปสร้างบ้านใหม่เมื่อแต่งงาน บุตรชายคนสุดท้ายจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับมรดกและเลี้ยงดูพ่อแม่ตลอดชีวิต

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋

ส่วนหน้าที่ในครัวเรือนจะแบ่งออกตามอายุ และเพศ กล่าวคือ ผู้หญิงมีหน้าที่รับผิดชอบหาฟืน ตักน้ำ ตำข้าว ทำอาหาร และทอผ้า ผู้ชายมีหน้าที่ซ่อมแซมบ้าน ทำรั้วไถนา และล่าสัตว์ ส่วนงานในไร่เป็นหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย ต้องช่วยกันทำ รวมทั้งสมาชิกวัยแรงงานทุกคนในครอบครัวด้วย งานด้านพิธีกรรมถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ชายเกือบทั้งหมด

อาชีพ ชาวลัวะจะยึดอาชีพหลักคือ การทำไร่ มีคำกล่าวว่า "ลัวะเฮ็ดไร่ ไทยเฮ็ดนา" มีเศรษฐกิจแบบยังชีพขึ้นอยู่กับการทำไร่หมุนเวียนโดยจะปลูกข้าวเจ้าเป็นพืชหลัก นิยมบริโภคข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว และยังนิยมดื่มเหล้าที่ทำจากข้างเจ้าอีกด้วย พืชอื่นๆที่ปลูกแซมในไร่ข้าวสำหรับไว้เป็นอาหารและใช้สอย ได้แก่ ข้าวโพด ถั่ว แตง พริก ฝ้าย ผักต่างๆ นอกจากนี้มีการตีเหล็กทำเครื่องมือทำไร่ทำนา เช่น หอก ดาบ มีด ขวาน จอบ เสียม เป็นต้น อาชีพทำเครื่องเงินเพื่อเป็นเครื่องประดับ  

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋
เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋

ที่อยู่อาศัย ลัวะนิยมปลูกบ้านเป็นแถวสองแถวยาวยืดไปตามไหล่เขา หันหน้าเข้าหากัน มีทางเดินอยู่ระหว่างกลาง มีรั้วกั้นแสดง ขอบเขตของบ้านหลังหนึ่งๆ ตัวเรือนใช้เสาไม้จริงถากเปลือกออก ส่วนอื่นๆ ใช้ไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยหญ้าคา ตัวเรือนแบบใต้ถุนสูง มีห้องใหญ่หนึ่งห้องสำหรับนอน ในห้องมีเตาไฟอยู่ด้วย สำหรับใช้ทำกับข้าวและใช้ผิงในฤดูหนาว ต่อจากห้องใหญ่ออกมามีเติ๋น (ระเบียง) สำหรับใช้เป็นที่ทำงาน เช่น ปั่นฝ้าย ทอผ้า สานเสื่อ กับใช้เป็นที่รับแขกด้วย ต่อจากเติ๋นมีชานและบันไดขึ้นบ้าน ที่หน้าจั่วบ้านซึ่งปกติ เป็นบ้านหัวหน้านิยมประดับด้วยไม้แกะสลักเป็นลวดลายง่ายๆ ที่ยอดจั่วมีไม้ต่อยื่นออกไปเป็นสองง่ามคล้ายเขาควายเรียก "กาแล" การมุงหลังคาด้านหนึ่งจะยื่นต่ำลงไปเกือบจดพื้นดิน เพื่อใช้คลุมครกตำข้าว ซึ่งเป็นครกกระเดื่อง หลังคาจะคลุมบันได

ชาวลัวะมีความเชื่อเรื่องภูติวิญญาณ ดังนั้นจารีตประเพณีจึงเกิดจากความเชื่อเรื่องภูติผีมากกว่า พุทธศาสนา ประเพณีพิธีกรรมของลัวะกับคนพื้นเมืองจะปรับปรนเข้าหากันจนแยกไม่ได้ ไม่ว่าประเพณีขึ้นบ้านใหม่ การเกิด การเจ็บ และการตาย การนับถือผี ผี ลัวะเชื่อว่าผีมี 2 ประเภท คือ ผีนอก และผีใน ผีนอกคือ ผีปู่แสะย่าแสะกับผีขุนวิลังคะ ส่วนผีในได้แก่ ผีปู่ย่ารักษา ครอบครัว ผีตะเคียงรักษาบริเวณบ้าน ผีตะโป๊ะรักษาบนเรือน ผีตะเมาะรักษาใต้ถุน ผีสุมาระรักษาเด็กๆ เป็นต้น การติดต่อกับผีจะติดต่อโดยการเซ่นด้วยอาหารที่ผีประเภทนั้นๆชอบโดยมีผู้ทำ พิธีคือ “ ลำ” และ “ สะมัง” หรือคนที่มีคาถาอาคม จะมีการเชิญผีมากินอาการ การฆ่าสัตว์เลี้ยงผีจะจัดส่วนต่างๆ ของสัตว์ให้ผีอย่างละน้อย สัตว์ที่ใช้เซ่น ผีมีไก่ หมู วัว ควาย และ หมา

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋


นอกจากนี้ยังเชื่อว่า คนมีวิญญาณ หรือขวัญ 32 ขวัญ หากขวัญใดขวัญหนึ่งออกจากตัวไป จะทำให้เกิดการเจ็บป่วย ต้องมีการประกอบพิธีกรรมเรียกขวัญให้กลับเข้ามาสู่ร่าง โดยการผูกข้อมือด้วยด้ายสีขาว เชื่อว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ขวัญหายและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋


สำหรับบ้ายป่าแป๋นั้น สันนิฐานได้ว่าหมู่บ้านนี้ ก่อตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 500 ปี และหย่อมบ้านที่ตั้งอยู่รายรอบบ้านป่าแป๋ล้วนเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวลัวะทั้งสิ้น ตั้งแต่บ้านอุมลอง จนถึงบ้านห้วยฮวกไม้เหนือประมาณ 50 เมตร นอกจากสันนิฐานจากแหล่งที่อยู่แล้วยังมีป่าช้าเก่าแก่อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านห่างออกไปประมาณ 2-3 กิโลเมตร ซึ่งป่าช้าดังกล่าวเป็นที่ฝังศพของตระกูลขุนของลัวะเรียกว่า “ ขุนตน” หากมีใครตายแล้วจะนำไปฝังไว้ที่ป่าช้านี้ 

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋


เรื่องของ “ขุนตน” นั้น มีตำนานเล่ามาว่า แต่ก่อนขุนลัวะมีบุตร 7 คน คือ ขุนตน ขุนเท ขุนวิลังกะ ขุนสังน้อย อีกคนไม่ทราบชื่อ และคนสุดท้องชื่อขุนวง ขุนลัวะ(สมัง) ได้แบ่งดินแดนให้ลูกทั้ง 7 คน ได้ครอบครอง โดยขุนตนและขุนเท ได้ครอบครองดินแดนตั้งแต่ ห้วยแม่อุมป๊อกจนถึงอำเภอแม่ลาน้อยในท้องที่บ้านป่าแป๋ ขุนวิลังกะและขุนน้อย ได้ครอบครองดินแดนแถบบ้านช่างหม้อหรืออมพายในปัจจุบัน ส่วนขุนวงได้ออกจากบ้านเข้าไปอยู่ในดินแดนทางใต้และไม่กลับมาอีกเลย ขุนลัวะจึงแบ่งดินแดนทางฝั่งซ้ายของลำน้ำแม่สะเรียง ไว้ให้ขุนวง ดังนั้นบริเวณป่าช้าฝั่งซ้ายของลำห้วยแม่สะเรียงจะไม่มีตรงไหนเป็นที่ทำกินของลัวะเลยจนถึงทุกวันนี้ 

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวลัวะแห่งบ้านป่าแป๋

ชาวลัวะบ้านป่าแป๋ ใน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ในชุมชนมีการนับถือศาสนาอยู่ 2 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธ ซึ่งจะนับถือผีควบคู่ไปด้วย และศาสนาคริสต์ ซึ่งแยกเป็น 2 นิกาย คือ โรมันคาทอลิก และโปรแตสแตนท์ และยังคงดำรงวิถีชีวิตตามแบบอย่างทางด้านสังคมและวัฒนธรรมความเชื่อที่ปฏิบัติกันมาแต่ในอดีต

By ironear7